ผลสอบภาษาอังกฤษสำหรับเรียนต่อต่างประเทศ มีอะไรบ้าง ต่างกันยังไง

English Qualification Guide

ผลสอบภาษาอังกฤษสำหรับเรียนต่อต่างประเทศ มีอะไรบ้าง ต่างกันยังไง

English Qualification ไม่ใช่แค่เอกสารประกอบการสมัคร แต่เป็นหลักฐานที่มหาวิทยาลัยใช้ประเมินว่าผู้สมัครพร้อมเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษหรือไม่ ผลสอบยังอาจเกี่ยวข้องกับการออก Offer การเข้าเรียน Pathway และเงื่อนไขบางส่วนของประเทศปลายทาง

หน้านี้โฟกัสผลสอบภาษาอังกฤษสำหรับการสมัครเรียนต่อ UK, Australia และ New Zealand เป็นหลัก หากสนใจประเทศอื่น เงื่อนไขอาจแตกต่างกัน ควรตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยและหลักสูตรปลายทางก่อนสมัคร

อย่าเริ่มจากว่าจะสอบอะไร ให้เริ่มจากจะเรียนที่ไหน

หลายคนเริ่มต้นด้วยคำถามว่า ควรสอบ IELTS, PTE, TOEFL หรือ Duolingo ดี แต่คำถามแรกที่ควรถามก่อนคือ มีมหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรที่อยากเรียนในใจแล้วหรือยัง เพราะแต่ละประเทศ มหาวิทยาลัย และสาขา อาจรับผลสอบภาษาอังกฤษไม่เหมือนกัน

ไม่มีผลสอบภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

ผลสอบที่เหมาะกับแต่ละคนขึ้นอยู่กับเป้าหมายการเรียนต่อ ทั้งประเทศ มหาวิทยาลัย สาขา รูปแบบการสมัคร ระดับคะแนนที่ต้องใช้ และเวลาที่เหลือก่อนเปิดเรียน

หากยังไม่รู้เป้าหมาย การเลือกสอบจากความนิยม ความสะดวก หรือราคาเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย หากภายหลังพบว่ามหาวิทยาลัยที่ต้องการไม่รับผลสอบนั้น หรือกำหนดคะแนนแตกต่างจากที่เตรียมไว้

ทำไม English Qualification ถึงสำคัญ

ใช้สมัครเรียน

มหาวิทยาลัยใช้ผลสอบภาษาอังกฤษเพื่อประเมินว่าผู้สมัครพร้อมเรียนในหลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษหรือไม่ โดยเฉพาะระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก

ใช้ประกอบการออก Offer

หากยังไม่มีคะแนนหรือคะแนนยังไม่ถึง มหาวิทยาลัยบางแห่งอาจออก Conditional Offer ให้ก่อน โดยกำหนดให้ผู้สมัครส่งผลภาษาอังกฤษที่ผ่านเกณฑ์ภายหลัง

เกี่ยวข้องกับ Pathway บางประเภท

เส้นทางอย่าง Pre-sessional English หรือ Pathway บางรูปแบบ อาจกำหนดประเภทผลสอบเฉพาะ โดยเฉพาะบางกรณีใน UK ที่อาจต้องตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับ UKVI หรือไม่

แต่ละหลักสูตรกำหนดคะแนนไม่เท่ากัน

แม้อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ต่างสาขาอาจกำหนด Overall Score และ Subscore ไม่เท่ากัน บางหลักสูตรจึงอาจรับผู้สมัครที่มีคะแนนรวมถึงเกณฑ์ แต่ยังไม่รับหาก Writing หรือ Speaking ต่ำกว่าที่กำหนด

ผลสอบภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศมักรับ

มหาวิทยาลัยหนึ่งแห่งอาจรับผลสอบได้หลายประเภท ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องใช้ IELTS เสมอไป แต่ผู้สมัครควรตรวจสอบว่าหลักสูตรที่สนใจรับผลสอบใด และกำหนดคะแนนเท่าไร ก่อนจองสอบ

IELTS Academic

เป็นผลสอบที่นักเรียนไทยถามถึงมากที่สุด และมักเป็นตัวเลือกแรก เนื่องจากใช้สมัครได้ค่อนข้างกว้างใน UK, Australia, New Zealand และมหาวิทยาลัยในประเทศอื่น ๆ

IELTS for UKVI Academic

ใช้กับบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับ UKVI หรือ Pathway บางประเภทในสหราชอาณาจักร ไม่ควรสรุปว่าใช้แทน IELTS Academic ได้ทุกกรณี ต้องตรวจสอบกับมหาวิทยาลัย หลักสูตร และเส้นทางการสมัครก่อน

PTE Academic

เป็นข้อสอบแบบ Computer-based และเป็นอีกทางเลือกที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งรับ เหมาะกับบางคนที่ถนัดการทำข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ แต่ยังต้องตรวจสอบคะแนนขั้นต่ำและ Subscore ของหลักสูตรปลายทาง

TOEFL iBT

เป็นผลสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศและหลายมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะบางสถาบันที่กำหนด TOEFL ไว้เป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักสำหรับผู้สมัครต่างชาติ

Duolingo English Test

ข้อดีคือสอบออนไลน์ได้และมีความสะดวก แต่ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยหรือทุกหลักสูตรที่รับผล Duolingo จึงควรตรวจสอบทั้งเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยและประเทศปลายทางก่อนสมัครสอบ

BACIET

เป็นผลสอบภาษาอังกฤษที่ใช้กับ Joint Master Programmes ของ RSU Study Abroad ได้ และใช้แทน IELTS สำหรับการยื่นเข้ามหาวิทยาลัยพาร์ทเนอร์ที่รับผล BACIET ตามเงื่อนไขของโครงการ

ส่วนการสมัครหลักสูตรอื่นของมหาวิทยาลัยพาร์ทเนอร์ ต้องตรวจสอบเป็นรายหลักสูตรและรายบุคคลก่อน

อ่านรายละเอียด BACIET และสมัครสอบ →

IELTS Academic กับ IELTS for UKVI ต่างกันยังไง

IELTS Academic มักใช้สำหรับสมัครเข้าเรียนหลักสูตรมหาวิทยาลัยโดยตรง เช่น ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก

IELTS for UKVI Academic อาจจำเป็นในบาง Pathway หรือบางเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับ UKVI โดยเฉพาะกรณีที่ไม่ได้เข้าเรียนหลักสูตรหลักโดยตรง

ไม่ควรเดาเองว่าทั้งสองแบบใช้แทนกันได้ทุกกรณี เพราะการสอบผิดประเภทอาจทำให้เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ควรตรวจสอบเงื่อนไขก่อนจองสอบเสมอ

PTE, TOEFL และ Duolingo ต่างกันยังไง

ทั้งสามแบบเป็นทางเลือกที่ใช้ได้ในหลายมหาวิทยาลัย แต่ไม่ควรมองว่าผลสอบใดดีกว่า IELTS สำหรับทุกคน สิ่งสำคัญคือมหาวิทยาลัยที่ต้องการสมัครรับผลสอบนั้นหรือไม่ และผู้สมัครถนัดรูปแบบการสอบแบบใด

PTE Academic

เหมาะกับคนที่ถนัดสอบบนคอมพิวเตอร์และชอบรูปแบบข้อสอบที่มีระบบชัดเจน แต่ต้องตรวจสอบคะแนนรวมและคะแนนรายทักษะของแต่ละหลักสูตร

TOEFL iBT

ใช้ได้ในหลายประเทศและหลายสถาบัน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ระบุ TOEFL ไว้ใน English Requirement อย่างชัดเจน

Duolingo

สะดวกเพราะสอบออนไลน์ได้ แต่ต้องตรวจสอบเป็นรายมหาวิทยาลัย รายหลักสูตร และประเทศปลายทาง เพราะบางแห่งอาจไม่รับหรือรับเฉพาะบางกรณี

สมัครเรียนกับยื่นวีซ่า อาจต้องดูคนละเงื่อนไข

การที่มหาวิทยาลัยรับผลสอบหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าผลสอบนั้นจะใช้ได้กับทุกขั้นตอนเสมอไป โดยเฉพาะบางประเทศหรือบาง Pathway ที่มีเงื่อนไขด้านวีซ่าแยกต่างหาก

UK

การสมัครมหาวิทยาลัยโดยตรงอาจใช้ IELTS Academic หรือผลสอบอื่นที่มหาวิทยาลัยรับ แต่บาง Pathway หรือบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับ UKVI อาจกำหนดผลสอบเฉพาะ

Australia

มหาวิทยาลัยใน Australia หลายแห่งรับ IELTS, PTE, TOEFL หรือผลสอบอื่นตามเงื่อนไขของสถาบัน แต่ควรตรวจสอบทั้ง Course Requirement และเงื่อนไขด้านวีซ่าในปีที่สมัครพร้อมกัน

New Zealand

มหาวิทยาลัยอาจรับผลสอบได้หลายแบบตามหลักสูตร แต่ผู้สมัครยังควรตรวจสอบว่าใช้กับขั้นตอนการสมัครและเงื่อนไขอื่นของเส้นทางนั้นได้ครบหรือไม่

Overall ถึงแล้ว ทำไมยังสมัครไม่ได้

คะแนนภาษาอังกฤษไม่ได้ดูเฉพาะคะแนนรวมเสมอไป หลายหลักสูตรกำหนดคะแนนขั้นต่ำแยกในแต่ละทักษะ โดยเฉพาะ Writing, Reading, Listening หรือ Speaking

Overall Score

คือคะแนนรวมของข้อสอบ หากมหาวิทยาลัยกำหนด Overall 6.5 ผู้สมัครต้องได้คะแนนรวมถึงระดับดังกล่าว

Subscore

คือคะแนนรายทักษะ เช่น Writing 6.0 หรือ Speaking 6.0 บางคนมี Overall ถึงเกณฑ์แล้ว แต่ Writing ไม่ถึง จึงยังต้องสอบใหม่หรือพิจารณาทางเลือกอื่น

หลักสูตรที่ใช้ภาษาสูง

หลักสูตรด้านสุขภาพ กฎหมาย การสอน ภาษา หรือหลักสูตรวิชาชีพที่ต้องใช้การสื่อสารและการเขียนอย่างเข้มข้น มักกำหนดคะแนนสูงกว่าหลักสูตรทั่วไป บางแห่งอาจต้องการ IELTS 7.0 หรือสูงกว่า รวมถึงกำหนด Subscore แยกด้วย

English Waiver ใช้ได้ในกรณีไหน

บางมหาวิทยาลัยอาจพิจารณายกเว้นผลสอบภาษาอังกฤษ หากผู้สมัครเคยเรียน International Programme หรือหลักสูตรที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาการเรียนการสอน

เอกสารที่มักใช้ประกอบการพิจารณา ได้แก่ Medium of Instruction Letter, Transcript หรือเอกสารจากสถาบันเดิมที่ระบุว่าเรียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือ Taught in English

อย่างไรก็ตาม Waiver ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติทุกคน มหาวิทยาลัยอาจพิจารณาจากสถาบันที่จบ หลักสูตร ระยะเวลาหลังสำเร็จการศึกษา และเงื่อนไขของคอร์สที่สมัคร

หากเคยเรียนหลักสูตรนานาชาติ สามารถส่ง Transcript หรือเอกสารรับรองมาให้ทีมช่วยตรวจสอบเบื้องต้นก่อนสมัครได้

Pre-sessional English คืออะไร

Pre-sessional English ไม่ใช่ผลสอบ แต่เป็นคอร์สภาษาอังกฤษก่อนเข้าเรียนหลักสูตรหลัก เหมาะกับผู้สมัครบางคนที่คะแนนยังไม่ถึงเกณฑ์ และมหาวิทยาลัยมี Pathway รองรับ

ไม่ใช่การยกเว้นภาษา

ผู้สมัครยังต้องเรียนและผ่านเกณฑ์ของคอร์สตามที่กำหนด จึงไม่ควรมองว่า Pre-sessional เป็นทางลัดที่ไม่ต้องเตรียมภาษาอังกฤษ

เส้นทางของ Joint Master

Joint Master Programmes มี Pre-sessional English แบบเรียนออนไซต์ก่อนเริ่มเรียนประมาณ 1 เดือน โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงก่อนแต่ละ Intake และผู้เรียนต้องสอบผ่านตามเกณฑ์ของโครงการ

มหาวิทยาลัยอื่นก็มีทางเลือก

หากสนใจมหาวิทยาลัยนอกเส้นทาง Joint Master อาจมี Pre-sessional หรือ Study Centre อื่นให้เลือก ทั้งในไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับประเทศ มหาวิทยาลัย สาขา และคะแนนที่ต้องใช้ยื่น

อ่านต่อ: Pre-sessional English →

BACIET สำหรับ Joint Master Programmes

สำหรับผู้สมัคร Joint Master Programmes สามารถใช้ BACIET แทน IELTS ได้ตามเงื่อนไขของโครงการ ส่วนการสมัครหลักสูตรอื่นของมหาวิทยาลัยพาร์ทเนอร์ต้องตรวจสอบเป็นรายหลักสูตรก่อน

ทางเลือกสำหรับผู้สมัครในเส้นทางที่รับ BACIET

BACIET มีคะแนนสูงสุด 7.0 และวัดแยกทักษะเช่นเดียวกับ IELTS ผลสอบมีอายุ 2 ปี ค่าสอบปัจจุบัน 3,750 บาทต่อครั้ง และเป็นค่าสอบอย่างเดียว ไม่มีสอบซ่อม

การสอบเป็นแบบ Paper-based และสอบ Speaking กับ Examiner โดยตรง ส่วนวันสอบ ผลสอบ และรายละเอียดการสมัคร สามารถดูได้จากหน้า BACIET

ดูรายละเอียดและสมัครสอบ BACIET →

ควรเริ่มเตรียมภาษาอังกฤษเมื่อไหร่

นักเรียนจำนวนมากเริ่มวางแผนประมาณ 3–6 เดือนก่อนเปิดเรียน ซึ่งในหลายกรณีถือว่าค่อนข้างกระชั้นชิด เพราะยังต้องสมัครมหาวิทยาลัย เตรียมเอกสาร รอ Offer ทำวีซ่า จัดการที่พัก และอาจต้องสอบภาษาอังกฤษมากกว่าหนึ่งครั้ง

ภาษาอังกฤษต้องใช้เวลา

การเพิ่มคะแนนจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับ โดยเฉพาะการตั้งเป้าคะแนนสูง พร้อมกับเรียนหรือทำงานไปด้วย อาจใช้เวลามากกว่าที่คิด การเริ่มเตรียมตัวเร็วช่วยให้มีเวลาสอบใหม่และปรับแผนได้มากกว่า

คะแนนไม่ใช่ทั้งหมด

บางคนทำคะแนนข้อสอบได้ดีจากการฝึกเทคนิค แต่เมื่อไปเรียนจริงยังต้องใช้ภาษาอังกฤษในการฟัง Lecture เขียน Assignment ทำ Group Work และใช้ชีวิตประจำวัน เป้าหมายจึงไม่ควรเป็นเพียงสอบให้ผ่าน แต่ควรเตรียมให้พร้อมสำหรับการเรียนจริงด้วย

สำหรับ September Intake

หากวางแผนเริ่มเรียนในเดือน September ควรเริ่มเตรียมภาษาอังกฤษตั้งแต่ช่วงต้นปี และควรมีผลสอบพร้อมอย่างช้าที่สุดประมาณปลายเดือน July เพื่อให้ยังมีเวลาจัดการเงื่อนไขมหาวิทยาลัย วีซ่า ที่พัก และการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม Timeline จริงขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย ประเทศ หลักสูตร และประเภทวีซ่าที่สมัคร

ก่อนจองสอบ อย่าเพิ่งดูแค่ชื่อข้อสอบ

ข้อสอบที่สะดวกที่สุดหรือราคาถูกที่สุด อาจไม่ใช่ข้อสอบที่เหมาะกับแผนเรียนต่อของคุณ สิ่งสำคัญคือผลสอบนั้นต้องใช้ได้กับมหาวิทยาลัย หลักสูตร และเส้นทางการสมัครจริง

อย่าดูเฉพาะ Overall

หลายหลักสูตรกำหนดคะแนนรายทักษะ หาก Writing หรือ Speaking ไม่ถึง ต่อให้คะแนนรวมถึง ก็ยังอาจไม่ผ่านเงื่อนไข

ผลสอบส่วนมากมีอายุประมาณ 2 ปี

ควรวางแผนช่วงเวลาสอบให้สัมพันธ์กับรอบสมัครและวันเปิดเรียน เพราะหากสอบเร็วเกินไป ผลสอบอาจใกล้หมดอายุในขั้นตอนสำคัญ

เปลี่ยนมหาวิทยาลัยได้ แต่เกณฑ์อาจเปลี่ยน

คะแนนเดิมอาจยังใช้ได้ หากผลสอบไม่หมดอายุและมหาวิทยาลัยใหม่รับข้อสอบประเภทนั้น แต่คะแนนขั้นต่ำและ Subscore อาจไม่เหมือนมหาวิทยาลัยเดิม

มีผลภาษาแล้ว ยังต้องดูเอกสารอื่น

ผลสอบภาษาอังกฤษเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสมัคร มหาวิทยาลัยยังอาจพิจารณา GPA, ประวัติการศึกษา, SOP, Recommendation, Portfolio หรือ Interview ตามเงื่อนไขของแต่ละหลักสูตร

อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี?

การเลือกผลสอบภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเลือกข้อสอบเสมอไป หากมีประเทศ มหาวิทยาลัย หรือสาขาที่สนใจอยู่แล้ว ทีม RSU Study Abroad สามารถช่วยตรวจสอบเงื่อนไขและวางแผนขั้นตอนสมัครให้เหมาะกับเป้าหมายของคุณได้

เช็กผลสอบที่ใช้ได้ ว่ามหาวิทยาลัยและหลักสูตรรับ IELTS, PTE, TOEFL, Duolingo หรือผลสอบแบบใด
เช็กคะแนนและ Subscore เพื่อดูว่าคะแนนที่มีเพียงพอหรือยังต้องสอบเพิ่มเติม
ดูทางเลือกอื่น เช่น BACIET, Pre-sessional English หรือ English Waiver
วาง Timeline สมัคร ให้คะแนนภาษา เอกสาร มหาวิทยาลัย และวีซ่าเดินไปพร้อมกัน