IELTS ไม่ถึงทำยังไง ยังเรียนต่อได้ไหม
IELTS ไม่ถึง ยังเรียนต่อต่างประเทศได้ไหม? มีทางออกอะไรบ้าง
IELTS ไม่ถึงไม่ได้แปลว่าต้องหยุดแผนเรียนต่อต่างประเทศทันที เพราะในหลายกรณียังมีทางเลือกอื่น เช่น สอบใหม่ สอบเฉพาะทักษะ เรียน Pre-sessional English ใช้ผลสอบภาษาอังกฤษรูปแบบอื่น หรือเลือกเส้นทาง Joint Master ที่ช่วยเตรียมภาษาและวิชาการก่อนบิน
อ่านต่อ: ผลสอบภาษาอังกฤษสำหรับเรียนต่อต่างประเทศมีอะไรบ้าง →
ทำไมเราถึงพูดถึง IELTS เป็นหลัก
แม้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งจะรับผลสอบภาษาอังกฤษหลายรูปแบบมากขึ้น แต่ IELTS ยังเป็นหนึ่งในผลสอบหลักที่มหาวิทยาลัยในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น UK, Australia และ New Zealand ใช้ประเมินความพร้อมด้านภาษา อย่างไรก็ตาม แต่ละมหาวิทยาลัยอาจกำหนด English Requirement แตกต่างกัน และบางแห่งรับผลสอบภาษาอังกฤษรูปแบบอื่นร่วมด้วย จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละหลักสูตรก่อนสมัคร
IELTS ยังเป็น requirement หลัก
หลายมหาวิทยาลัยใช้ IELTS เป็นเกณฑ์อ้างอิงหลักในการรับสมัคร โดยเฉพาะระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก
บางหลักสูตรอาจดูเพียง Overall Score แต่บางหลักสูตร โดยเฉพาะสายกฎหมาย การแพทย์ หรือวิชาชีพเฉพาะทาง อาจกำหนด Subscore เช่น Writing หรือ Reading สูงกว่าปกติ
คะแนนขั้นต่ำคร่าว ๆ
โดยทั่วไป หลักสูตร Foundation หรือ Pathway อาจเริ่มประมาณ IELTS 4.5–5.5 ส่วนระดับปริญญาโทมักอยู่ราว 6.0–6.5 และหลักสูตรที่แข่งขันสูงหรือมี requirement เฉพาะทางอาจต้องการ 6.5–7.0 ขึ้นไป
ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับประเทศ มหาวิทยาลัย หลักสูตร และปีที่สมัคร จึงควรเช็ก requirement ล่าสุดของคอร์สที่สนใจทุกครั้ง
Minimum ไม่ได้แปลว่าเรียนสบาย
คะแนนขั้นต่ำคือเกณฑ์ที่ใช้สมัครหรือเข้าเรียนได้ แต่ไม่ได้แปลว่าจะเรียนได้สบายเสมอไป เพราะการเรียนจริงยังต้องใช้ทักษะฟัง Lecture, เขียน Assignment, ทำ Discussion และทำงานกลุ่ม
แต่ IELTS ไม่ใช่ทางเดียว
ปัจจุบันบางมหาวิทยาลัยรับ PTE, TOEFL, Duolingo English Test หรือผลสอบภาษาอังกฤษรูปแบบอื่นเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับประเทศ หลักสูตร และเงื่อนไขของมหาวิทยาลัย
ดูผลสอบภาษาอังกฤษแบบอื่น ๆ →ก่อนตัดสินใจ ต้องรู้ก่อนว่า “ไม่ถึง” แบบไหน
Overall ไม่ถึง
Overall คือคะแนนรวม หากมหาวิทยาลัยกำหนด Overall 6.5 แต่ผู้สมัครได้ 6.0 แบบนี้ต้องดูว่าควรสอบใหม่ ใช้ pathway หรือมีผลสอบอื่นที่ใช้แทนได้หรือไม่
Subscore ไม่ถึง
Subscore คือคะแนนรายทักษะ เช่น Listening, Reading, Writing, Speaking บางคน Overall ถึงแล้ว แต่ Writing หรือ Speaking ไม่ถึงตามที่หลักสูตรกำหนด
จากประสบการณ์ นักเรียนไทยหลายคนมักทำ Listening และ Reading ได้ดีกว่า Speaking หรือ Writing ดังนั้นก่อนสอบใหม่ควรวิเคราะห์ให้ชัดว่าควรแก้ทักษะไหนก่อน
คะแนนใกล้หมดอายุ
โดยทั่วไปผล IELTS มักใช้ได้ประมาณ 2 ปี แต่ควรเช็กเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยและช่วงเวลายื่นเอกสารให้ดี เพราะบางครั้งคะแนนยังใช้สมัครได้ แต่ใกล้หมดอายุในช่วงยื่นวีซ่าหรือก่อนเปิดเรียน
เวลาไม่พอ
ปัญหาที่เจอบ่อยคือไม่ได้เผื่อเวลาสอบใหม่ เรียนภาษาเพิ่ม รอผลสอบ และทำวีซ่า ทำให้แม้คะแนนขาดไม่มาก ก็อาจกระทบ intake ได้
IELTS Academic กับ IELTS for UKVI ต่างกันยังไง
IELTS Academic มักใช้สำหรับสมัครเรียนมหาวิทยาลัยโดยตรง และเป็นผลสอบที่หลายมหาวิทยาลัยใน UK, Australia และ New Zealand ใช้ประเมินภาษาอังกฤษของผู้สมัคร
IELTS for UKVI Academic เป็น IELTS ที่ออกแบบสำหรับกรณีที่ต้องใช้ผลสอบเพื่อเส้นทางวีซ่าหรือ Secure English Language Test (SELT) บางประเภท โดยเฉพาะบาง pathway ที่เกี่ยวข้องกับ UKVI
ใช้แทนกันได้ไหม? ไม่ควรเดาเอง ต้องเช็กกับมหาวิทยาลัย หลักสูตร และเส้นทางที่สมัครเสมอ เพราะบางกรณีสมัครเรียนโดยตรงอาจใช้ IELTS Academic ได้ แต่บางกรณี เช่น Pre-sessional หรือ pathway เฉพาะ อาจต้องใช้ IELTS for UKVI
IELTS ไม่ถึง มีทางเลือกอะไรบ้าง
1. สอบ IELTS ใหม่
เหมาะกับคนที่ขาดไม่มาก มีเวลาเหลือ และมั่นใจว่าสามารถพัฒนาคะแนนได้ทันก่อน deadline
ถ้าคะแนนต่ำหลายทักษะ การสอบใหม่ทั้งชุดอาจเหมาะกว่า แต่ถ้าขาดเฉพาะทักษะเดียว เช่น Writing หรือ Speaking ค่อยพิจารณาว่า One Skill Retake ใช้ได้หรือไม่
2. IELTS One Skill Retake
เหมาะกับกรณีที่คะแนนขาดเพียง 1 ทักษะ และมหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรที่สมัครรับผล One Skill Retake
ไม่ควรจองสอบทันทีโดยไม่เช็กก่อน เพราะไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยหรือทุกหลักสูตรรับผล One Skill Retake
3. สอบ BACIET
สำหรับมหาวิทยาลัยและหลักสูตรในโครงการที่รับ BACIET การสอบ BACIET อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่า เพราะค่าสอบถูกกว่า IELTS และหัวข้อสอบแคบกว่า
BACIET เป็นทางเลือกที่ใช้ได้เฉพาะมหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรที่รับเท่านั้น และไม่สามารถใช้แทน IELTS ได้ในทุกกรณี
4. Pre-sessional English
เหมาะกับคนที่มหาวิทยาลัยรับเข้าแบบมีเงื่อนไขด้านภาษา หรือมี pathway ให้เรียนภาษาอังกฤษก่อนเริ่มหลักสูตรหลัก
แต่ Pre-sessional ไม่ใช่ทางลัดแบบไม่ต้องพยายาม เพราะยังต้องเรียนและผ่านเกณฑ์ของคอร์ส หากไม่ตั้งใจเรียนก็มีโอกาสไม่ผ่านได้เหมือนกัน
5. Conditional Offer
บางมหาวิทยาลัยอาจออก Conditional Offer ให้ก่อน โดยระบุว่าผู้สมัครต้องส่งผลภาษาอังกฤษที่ผ่านเกณฑ์ภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรอจนใกล้เปิดเรียนเกินไป เพราะหากคะแนนยังไม่ถึง อาจทำให้วีซ่าและการเดินทางล่าช้า
6. Joint Master Route
เหมาะกับคนที่สนใจสาย Business อยากเริ่มเรียนแบบมีระบบ support และยังอยากมีเวลาปรับภาษาและพื้นฐานวิชาการก่อนบิน
เส้นทางนี้ช่วยให้นักเรียนได้เรียนช่วงแรกที่ไทยก่อน แล้วค่อยเดินทางไปเรียนต่อใน UK หรือ New Zealand ตามโครงสร้างของโปรแกรม
อ่านต่อ: Joint Master Programmes →BACIET ใช้กับมหาวิทยาลัยไหนได้บ้าง
ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย หลักสูตร และเงื่อนไขของโครงการในแต่ละปี บางกรณีใช้ได้เฉพาะบางสาขาหรือบางกลุ่มหลักสูตร
มหาวิทยาลัยใน UK
- Anglia Ruskin University
- Sheffield Hallam University
- University of the West of England (UWE Bristol)
- University of Northampton
- De Montfort University
- University of Sunderland in London
- Robert Gordon University
- University of Lincoln
- Bishop Grosseteste University
มหาวิทยาลัยใน New Zealand
- University of Canterbury
เงื่อนไขการใช้ BACIET อาจแตกต่างกันตามสาขาและโครงการ ควรให้ทีมช่วยเช็กก่อนวางแผนสอบ
อ่านต่อ: English Qualification →ค่าใช้จ่ายของแต่ละทางเลือก
ข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านล่างอ้างอิงจากข้อมูลล่าสุด ณ เดือน July 2026 โดยตัวเลขอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามศูนย์สอบ มหาวิทยาลัย และช่วงเวลาที่สมัคร
เหมาะกับผู้สมัครที่อยู่ในเส้นทางมหาวิทยาลัย/หลักสูตรที่รับ BACIET
ใช้สมัครเรียนมหาวิทยาลัยโดยตรงในหลายประเทศ
ใช้สอบใหม่เฉพาะ 1 ทักษะ แต่ต้องเช็กว่ามหาวิทยาลัยรับหรือไม่
สำหรับกรณีที่เกี่ยวข้องกับ IELTS for UKVI และศูนย์สอบที่เปิดให้บริการ
ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย ระยะเวลาคอร์ส และประเทศที่เรียน
Timeline สำคัญมาก โดยเฉพาะ September Intake
อย่ารอให้ใกล้เปิดเรียนเกินไป
ถ้าอยากเริ่มเรียนรอบ September การมีผลภาษาอังกฤษพร้อมภายในช่วง July จะปลอดภัยกว่า เพราะยังต้องเผื่อเวลาออกเอกสาร ยื่นวีซ่า รอผลวีซ่า จองที่พัก และเตรียมเดินทาง
ถ้าต้องสอบใหม่หรือเรียน Pre-sessional ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ต้นปี เช่น มกราคมหรือช่วงต้นปี เพื่อให้มีเวลาปรับคะแนนและไม่ต้องเร่งทุกอย่างช่วงท้าย
นักเรียนบางคนรอให้ได้ Offer ก่อนค่อยเริ่มเตรียมภาษา ซึ่งอาจทำให้เวลาที่เหลือไม่พอสำหรับการสอบใหม่หรือเรียนภาษาเพิ่ม
ยิ่งเริ่มวางแผนเร็ว ก็ยิ่งมีตัวเลือกมากขึ้น ทั้งการสอบใหม่ การเรียนภาษาเพิ่มเติม หรือการเลือก Intake ที่เหมาะสม
สิ่งที่เด็กพลาดบ่อย
ดูแค่ Overall
บางหลักสูตรกำหนด Subscore รายทักษะ ถ้า Writing หรือ Speaking ไม่ถึง ต่อให้ Overall ถึงก็ยังอาจไม่ผ่านเงื่อนไข
ไม่ได้เผื่อเวลา
หลายคนอยากไปพร้อมเพื่อน แต่คะแนนยังไม่ถึงและไม่ได้เผื่อเวลาสอบใหม่หรือเรียนภาษาเพิ่ม ทำให้แผนเดินทางเสี่ยงมากขึ้น
จองตั๋วก่อนคะแนนผ่าน
ไม่ควรจองตั๋วหรือวางแผนเดินทางแบบตายตัวก่อนเอกสารและเงื่อนไขภาษาเรียบร้อย เพราะหากคะแนนยังไม่ผ่าน อาจต้องเลื่อนแผนทั้งหมด
เลือกจาก Ranking อย่างเดียว
มหาวิทยาลัย ranking สูงอาจไม่ได้แปลว่าเหมาะกับระดับภาษา วิธีเรียน หรือสาขาที่เราต้องการที่สุดเสมอไป
IELTS ผ่าน ไม่ได้แปลว่าเรียนรอดเสมอไป
การเรียนในต่างประเทศไม่ได้ใช้แค่คะแนนสอบภาษาอังกฤษ แต่ต้องใช้ความขยัน การปรับตัว การเข้าสังคม และการใช้ภาษาในสถานการณ์จริง
นักเรียนหลายคนพัฒนาภาษาได้มากจากการทำงาน Part-time เข้าชมรม พูดคุยกับเพื่อนต่างชาติ และใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันจริง
ดังนั้นเป้าหมายไม่ควรเป็นแค่ “สอบให้ผ่าน” แต่ควรเป็น “เตรียมตัวให้พร้อมพอสำหรับการเรียนและใช้ชีวิตจริง”
เลือกมหาวิทยาลัย อย่าดูแค่ Ranking
ถ้ากังวลเรื่องภาษา ควรดูด้วยว่าหลักสูตรและมหาวิทยาลัยมีสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เรียนไหวหรือไม่
สิ่งที่ควรดูเพิ่ม
- Modules ที่เรียนจริงตรงกับสิ่งที่สนใจหรือไม่
- อาจารย์และความเชี่ยวชาญในสาขานั้น
- Facility และ Student Support
- Placement หรือโอกาสเชื่อมต่อกับบริษัท
- รูปแบบการเรียน เหมาะกับระดับภาษาและวิธีเรียนของเราหรือไม่
อ่านต่อเรื่องผลสอบภาษาอังกฤษและการเตรียมตัว
ไม่แน่ใจว่า IELTS ตอนนี้พอไหม?
ส่งคะแนน IELTS หรือผลสอบภาษาอังกฤษที่มี พร้อมชื่อมหาวิทยาลัยหรือสาขาที่สนใจให้ทีม RSU Study Abroad ช่วยประเมินได้ เราช่วยดูว่า Overall / Subscore พอหรือไม่ ควรสอบใหม่ ใช้ BACIET เรียน Pre-sessional หรือเลือกเส้นทางที่เหมาะกับ profile มากกว่า