Joint Master vs Direct Entry เรียนต่อโทต่างประเทศแบบไหนดี
สองเส้นทางยอดนิยมของการเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศ
ถ้าคุณกำลังวางแผนเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศ คำถามสำคัญที่มักเจอคือ ควรเลือกเรียนแบบ Joint Master Programmes หรือสมัครไปเรียนตรงกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศเลย แบบไหนดีกว่า? ความจริงคือไม่มีเส้นทางไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มีเส้นทางที่เหมาะกับโปรไฟล์ งบประมาณ ภาษาอังกฤษ และความพร้อมของแต่ละคนมากกว่า
Joint Master Programmes กับ Direct Entry คืออะไร?
ก่อนตัดสินใจ ควรเข้าใจความต่างของสองเส้นทางนี้ให้ชัด เพราะทั้งสองแบบนำไปสู่การเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศเหมือนกัน แต่รูปแบบการเริ่มต้นและความเหมาะสมต่างกัน
Joint Master Programmes
เริ่มเรียนที่ประเทศไทยก่อนประมาณ 3 เดือน เพื่อเตรียม Academic English, Academic Writing, Research Skills และความพร้อมก่อนเดินทาง จากนั้นไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยพาร์ทเนอร์ใน UK หรือ New Zealand อีกประมาณ 8–9 เดือน
Direct Entry
สมัครเข้ามหาวิทยาลัยต่างประเทศโดยตรง เมื่อได้รับ Offer และ Visa แล้ว สามารถเดินทางไปเริ่มเรียนที่ต่างประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องเรียนเตรียมความพร้อมในประเทศไทยก่อน
ตารางเปรียบเทียบ Joint Master vs Direct Entry
ดูภาพรวมแบบชัด ๆ ว่าสองเส้นทางนี้แตกต่างกันอย่างไร และแบบไหนเหมาะกับสถานการณ์ของคุณมากกว่า
| หัวข้อ | Joint Master Programmes | Direct Entry / ไปเรียนตรง |
|---|---|---|
| รูปแบบการเรียน | เรียนที่ไทยประมาณ 3 เดือน แล้วไปต่อ UK หรือ New Zealand อีกประมาณ 8–9 เดือน | สมัครตรงกับมหาวิทยาลัย และเดินทางไปเริ่มเรียนที่ต่างประเทศทันที |
| ภาษาอังกฤษ | หลายหลักสูตรใช้ BACIET ได้ และมีช่วงเตรียม Academic English ก่อนเดินทาง | ส่วนใหญ่ต้องมี IELTS หรือผลภาษาอังกฤษตามเกณฑ์มหาวิทยาลัย |
| การปรับตัว | ค่อยเป็นค่อยไป มีช่วงเตรียมตัวก่อนบิน | ต้องปรับตัวกับการเรียน ภาษา วัฒนธรรม และชีวิตต่างประเทศทันที |
| ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น | ค่าเทอมเริ่มต้นประมาณ 599,000 บาท แบ่งชำระได้ 3 งวด | ค่าเทอมเริ่มต้นประมาณ 800,000 บาท และต้องเตรียมค่ากินอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เทอมแรก |
| ค่าครองชีพช่วงแรก | เรียนเทอมแรกที่ไทย ช่วยประหยัดค่ากินอยู่ต่างประเทศประมาณ 200,000–300,000 บาท | เริ่มจ่ายค่ากินอยู่ต่างประเทศทันที โดยประมาณปีละ 700,000–800,000 บาท ขึ้นอยู่กับเมือง |
| เพื่อนร่วมทาง | มีเพื่อนร่วมรุ่นและเดินทางเป็นกลุ่ม | ส่วนใหญ่เดินทางเองและเริ่มสร้างสังคมใหม่เอง |
| ระยะเวลาเรียน | โดยรวมประมาณ 1 ปี | โดยรวมประมาณ 1 ปี ขึ้นอยู่กับประเทศและหลักสูตร |
| วุฒิที่ได้รับ | วุฒิจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศโดยตรง | วุฒิจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศโดยตรง |
| ทำงานระหว่างเรียน | เมื่อไปเรียนต่อที่ UK สามารถทำงานระหว่างเรียนได้ตามเงื่อนไขวีซ่า สูงสุดประมาณ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ | สามารถทำงานระหว่างเรียนได้ตามเงื่อนไขวีซ่า สูงสุดประมาณ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ |
| โอกาสหลังเรียนจบ | สามารถสมัคร Graduate Visa หลังเรียนจบได้สูงสุดประมาณ 18 เดือน ตามเงื่อนไขที่กำหนด | สามารถสมัคร Graduate Visa หลังเรียนจบได้สูงสุดประมาณ 18 เดือน ตามเงื่อนไขที่กำหนด |
| เหมาะกับใคร | คนที่อยากมีช่วงเตรียมตัว ไม่มั่นใจภาษา อยากไปเป็นกลุ่ม และอยากบริหารค่าใช้จ่ายเป็นขั้นตอน | คนที่พร้อมด้านภาษา งบประมาณ และการใช้ชีวิตต่างประเทศตั้งแต่วันแรก |
ผลลัพธ์สุดท้ายใกล้เคียงกัน
แต่จุดเริ่มต้นต่างกัน
หลายคนเข้าใจว่าการเรียนแบบ Joint Master Programmes และการสมัครเรียนตรงกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ หรือ Direct Entry จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปลายทางของทั้งสองเส้นทางมีความใกล้เคียงกัน ทั้งในเรื่องวุฒิการศึกษา สิทธิการทำงานระหว่างเรียน และโอกาสทำงานหลังเรียนจบ
เริ่มต้นที่ไทยก่อน
ผู้เรียนเริ่มเรียนที่ประเทศไทยประมาณ 3 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ การเขียนรายงาน การทำรีเสิร์ช และการปรับตัว ก่อนโอนหน่วยกิตไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรหรือประเทศนิวซีแลนด์อีกประมาณ 2 เทอม
เริ่มเรียนต่างประเทศทันที
ผู้สมัครเรียนตรงกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ และเดินทางไปเริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยปลายทางทันทีตั้งแต่เทอมแรก เหมาะกับคนที่มีภาษาอังกฤษพร้อม มีงบประมาณพร้อม และมั่นใจเรื่องการปรับตัวในต่างประเทศตั้งแต่วันแรก
เทอม 1
เรียนที่ไทย
ลดค่ากินอยู่ต่างประเทศช่วงแรก
เทอม 2–3
โอนหน่วยกิตไปเรียนต่อที่ UK หรือ New Zealand
ประหยัดประมาณ 500,000 บาท
จากค่าเทอมบางส่วน + ค่ากินอยู่เทอมแรกที่ไทย
สิ่งที่เหมือนกัน
หลังเดินทางถึงต่างประเทศ
เมื่อเดินทางไปศึกษาต่อในสหราชอาณาจักรแล้ว นักศึกษาทั้งสองเส้นทางจะเรียนในระบบมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ได้รับวุฒิจากมหาวิทยาลัยปลายทาง และมีสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าใกล้เคียงกัน ความต่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ที่วิธีการเริ่มต้น
สรุปง่าย ๆ
ทั้ง Joint Master Programmes และ Direct Entry สามารถนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการได้รับวุฒิปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ การทำงานระหว่างเรียน และโอกาสทำงานหลังเรียนจบ ความแตกต่างสำคัญคือ Joint Master ช่วยให้ผู้เรียนเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีช่วงเตรียมตัวที่ไทย และช่วยบริหารค่าใช้จ่ายได้ยืดหยุ่นกว่า
ประเทศปลายทางมีผลต่อค่าใช้จ่ายและการวางแผนอย่างไร?
แม้ว่า Joint Master Programmes และ Direct Entry จะนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือวุฒิปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ แต่ประเทศปลายทางยังมีผลต่อค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพ รูปแบบการเรียน การใช้ชีวิต และโอกาสหลังเรียนจบ ดังนั้นการเลือกประเทศไม่ควรดูแค่ว่าอยากไปที่ไหน แต่ควรดูว่าเส้นทางนั้นเหมาะกับงบประมาณ ความพร้อมด้านภาษา และเป้าหมายระยะยาวของผู้สมัครหรือไม่
UK เหมาะกับคนที่อยากจบไวและวางแผนงบชัด
สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศยอดนิยมสำหรับการเรียนต่อปริญญาโท เพราะหลายหลักสูตรใช้เวลาเรียนประมาณ 1 ปี ทำให้เหมาะกับคนที่อยากประหยัดเวลา รีบกลับไปทำงานต่อ หรือต้องการอัปเกรดโปรไฟล์ภายในระยะเวลาสั้น
New Zealand เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต
นิวซีแลนด์เหมาะกับผู้เรียนที่ต้องการประสบการณ์ต่างประเทศในสภาพแวดล้อมที่สงบ ปลอดภัย และเน้นคุณภาพชีวิต เมืองอย่าง Christchurch เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเรียนในเมืองที่ใช้ชีวิตง่าย ไม่วุ่นวาย และมีบรรยากาศเหมาะกับการเรียน
Australia เหมาะกับคนที่พร้อมสมัครตรงและอยากมีตัวเลือกกว้าง
ออสเตรเลียเหมาะกับผู้สมัครที่มีความพร้อมด้านภาษาอังกฤษ เอกสาร และงบประมาณตั้งแต่ต้น เพราะโดยมากจะเป็นเส้นทาง Direct Entry ที่ต้องเดินทางไปเริ่มเรียนที่ต่างประเทศทันที ข้อดีคือมีมหาวิทยาลัย เมือง และสาขาให้เลือกหลากหลาย
เลือกประเทศจาก “เป้าหมาย + งบประมาณ + ความพร้อม”
ถ้าเป้าหมายคือจบไว คุมงบ และเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป UK ผ่านเส้นทาง Joint Master อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะมาก แต่ถ้าผู้สมัครมีภาษาอังกฤษพร้อม งบประมาณพร้อม และอยากเลือกมหาวิทยาลัยเฉพาะทางมากขึ้น Direct Entry อาจตอบโจทย์กว่า ส่วน New Zealand และ Australia ควรพิจารณาค่าครองชีพ เมืองที่เลือก และเป้าหมายหลังเรียนจบร่วมด้วย
หลายคนยังเข้าใจผิดเรื่องนี้
Joint Master เป็นวุฒิไทยหรือเปล่า?
ไม่ใช่ ผู้เรียนได้รับวุฒิจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศโดยตรง ตามมหาวิทยาลัยปลายทางและหลักสูตรที่เลือกเรียน ความต่างของ Joint Master Programmes กับ Direct Entry ไม่ได้อยู่ที่คุณค่าของวุฒิ แต่อยู่ที่รูปแบบการเริ่มต้น การเตรียมความพร้อม และการดูแลระหว่างเส้นทางเรียนต่อ
เป้าหมายคือวุฒิต่างประเทศเหมือนกัน
ทั้ง Joint Master และ Direct Entry มีเป้าหมายเดียวกันคือการได้รับวุฒิปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ความต่างคือ Joint Master มีช่วงเรียนที่ไทยก่อนเพื่อเตรียมตัว ส่วน Direct Entry คือไปเริ่มเรียนที่ต่างประเทศทันที
ไม่มีเส้นทางไหนดีที่สุด มีแต่เส้นทางที่เหมาะกับคุณที่สุด
ถ้าพร้อมมาก
Direct Entry อาจเหมาะกว่า
สำหรับคนที่มีภาษาอังกฤษพร้อม มีงบประมาณพร้อม และมั่นใจเรื่องการปรับตัว การสมัครเรียนตรงกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศอาจตอบโจทย์ เพราะสามารถเริ่มเรียนและใช้ชีวิตต่างประเทศได้ทันที
ถ้าอยากค่อย ๆ พร้อม
Joint Master อาจเหมาะกว่า
สำหรับคนที่อยากมีช่วงเตรียมตัว ไม่มั่นใจภาษาอังกฤษ หรืออยากไปเรียนต่างประเทศแบบมีเพื่อนร่วมรุ่นและมีทีมช่วยดูแล Joint Master Programmes อาจช่วยลดความกังวลในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ดี
อ่านต่อเพื่อวางแผนเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศ
หน้านี้ควรเชื่อมกับบทความหลักอื่น ๆ เพื่อช่วยให้ผู้สมัครตัดสินใจได้ครบขึ้น ทั้งเรื่องสาขา ประเทศ ค่าใช้จ่าย การสมัคร และรายละเอียดโครงการ
Joint Master Programmes
ดูรายละเอียดโครงการ เรียนที่ไทยก่อน แล้วไปจบที่ UK หรือ New Zealand
Guideเลือกสาขาปริญญาโท
ยังไม่รู้จะเรียนอะไร เริ่มจากเป้าหมายอาชีพและสาขาที่เหมาะกับตัวเอง
UKเรียนต่อปริญญาโทอังกฤษ
ดูข้อมูลเรียนต่ออังกฤษ หลักสูตร เมือง มหาวิทยาลัย และแนวทางสมัคร
New Zealandเรียนต่อปริญญาโทนิวซีแลนด์
ข้อมูลประเทศนิวซีแลนด์ เมืองน่าเรียน และตัวเลือกมหาวิทยาลัย
Costค่าใช้จ่ายเรียนต่อโทต่างประเทศ
เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายโดยรวม ค่าเรียน ค่าครองชีพ และงบที่ควรเตรียม
Applyขั้นตอนสมัครเรียนต่อ
ดูเอกสาร ขั้นตอนสมัคร และสิ่งที่ควรเตรียมก่อนยื่นมหาวิทยาลัย
No IELTSเรียนต่ออังกฤษไม่ใช้ IELTS
ดูทางเลือกสำหรับคนที่ยังไม่มี IELTS หรืออยากประเมินภาษาอังกฤษก่อนสมัคร
Scholarshipทุนเรียนต่ออังกฤษ
ดูข้อมูลทุน ส่วนลดค่าเรียน และโอกาสช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อ
Consultationปรึกษาเจ้าหน้าที่ฟรี
ส่งโปรไฟล์ให้ทีม RSU Study Abroad ช่วยประเมินเส้นทางที่เหมาะกับคุณ
คำถามที่พบบ่อย
Joint Master Programmes ต่างจากการไปเรียนตรงอย่างไร?
Joint Master Programmes มีช่วงเรียนเตรียมความพร้อมที่ประเทศไทยก่อนประมาณ 3 เดือน แล้วจึงเดินทางไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศ ส่วน Direct Entry คือสมัครตรงและเดินทางไปเริ่มเรียนที่ต่างประเทศทันที
Joint Master Programmes ได้วุฒิจากที่ไหน?
ผู้เรียนได้รับวุฒิจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศโดยตรง ตามมหาวิทยาลัยปลายทางและหลักสูตรที่เลือกเรียน
ค่าเรียน Joint Master Programmes เริ่มต้นเท่าไหร่?
ค่าเทอม Joint Master Programmes เริ่มต้นประมาณ 599,000 บาท และสามารถแบ่งชำระได้ 3 งวด ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายรวมขึ้นอยู่กับประเทศ เมือง มหาวิทยาลัย และหลักสูตรที่เลือก
Direct Entry ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่?
Direct Entry หรือการไปเรียนตรง ค่าเทอมเริ่มต้นประมาณ 800,000 บาท และต้องเตรียมค่ากินอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เทอมแรก โดยค่ากินอยู่โดยประมาณอาจอยู่ที่ 700,000–800,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับเมืองและรูปแบบที่พัก
เรียน Joint Master ประหยัดกว่า Direct Entry อย่างไร?
Joint Master เริ่มเรียนเทอมแรกที่ประเทศไทย จึงช่วยลดค่ากินอยู่ต่างประเทศในช่วงแรกได้ประมาณ 200,000–300,000 บาท และโดยรวมอาจช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 500,000 บาท เมื่อเทียบกับการไปเริ่มเรียนต่างประเทศตั้งแต่เทอมแรก
ระหว่างเรียนสามารถทำงานได้ไหม?
เมื่อเดินทางไปศึกษาต่อในสหราชอาณาจักร นักศึกษาสามารถทำงานระหว่างเรียนได้ตามเงื่อนไขของวีซ่านักเรียน โดยทั่วไปสูงสุดประมาณ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
หลังเรียนจบสามารถอยู่ทำงานต่อได้ไหม?
ผู้เรียนสามารถสมัคร Graduate Visa หลังเรียนจบได้สูงสุดประมาณ 18 เดือนตามเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดตามประเทศ มหาวิทยาลัย และสถานะวีซ่าของผู้สมัครแต่ละคน
ถ้าไม่มี IELTS เรียนต่อโทต่างประเทศได้ไหม?
สำหรับหลายหลักสูตรในเส้นทาง Joint Master Programmes สามารถใช้ BACIET แทน IELTS ได้ แต่เงื่อนไขอาจแตกต่างกันตามมหาวิทยาลัยและหลักสูตร แนะนำให้ประเมินโปรไฟล์ก่อนสมัคร
Joint Master ขอวีซ่ายากไหม?
การยื่นวีซ่าขึ้นอยู่กับเอกสาร คุณสมบัติทางการเงิน ประวัติผู้สมัคร และการพิจารณาของสถานทูตหรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง RSU Study Abroad สามารถช่วยแนะนำเอกสารและเตรียมความพร้อม แต่ไม่สามารถการันตีผลวีซ่าได้
ถ้า GPA ไม่สูง ควรเลือก Joint Master หรือ Direct Entry?
ควรประเมินเป็นรายกรณี เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยมีเกณฑ์รับสมัครต่างกัน หาก GPA ไม่สูง อาจต้องดู Transcript, ประสบการณ์ทำงาน, SOP, สาขาที่สมัคร และเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยปลายทางร่วมด้วย
ควรเลือกแบบไหนดีถ้ายังไม่แน่ใจ?
ควรเริ่มจากการประเมินโปรไฟล์ เช่น GPA ภาษาอังกฤษ งบประมาณ ประเทศที่สนใจ สาขาที่อยากเรียน และเป้าหมายอาชีพ เพื่อดูว่าเส้นทางไหนตอบโจทย์มากกว่า
ยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับ Joint Master หรือ Direct Entry?
ส่งโปรไฟล์ให้ทีม RSU Study Abroad ช่วยประเมินฟรี ทั้ง GPA ภาษาอังกฤษ งบประมาณ สาขาที่สนใจ และเป้าหมายอาชีพ เพื่อแนะนำเส้นทางเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศที่เหมาะกับคุณที่สุด
BARRIERS
การลงทุนทางการศึกษาที่คุ้มค่ากว่า
Start your journey
with US
เรียนต่อต่างประเทศกับ RSU STUDY ABROAD
⬛Joint Master Programmes
⬛GED Tutorial Center
⬛University Applications
⬛Full Support Services
ABROAD
Bangkok 10110
Mon–Fri 10.00–18.00
Sat–Sun 9.00–17.00
088-022-2701 · 098-285-6114
LINE: @rsustudyabroad
7 minutes walk from BTS Asoke & MRT Sukhumvit